ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
แชทกับเรา
คลิกเลย
💬 ผู้ช่วยญาดา

ระบบถาม-ตอบอัตโนมัติ

พร้อมให้บริการ
กำลังโหลด...
X

เทศบาลเมืองบึงกาฬ
อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว
หินสามวาฬ (ภูสิงห์)

ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู มีเนื้อที่ 12,000 ไร่ สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาหินทรายทอดตัวไปตามแนวเหนือ-ใต้ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬและอำเภอศรีวิไล ภูสิงห์ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของเปลือกโลกในลักษณะต่าง ๆ เกิดการเรียงตัวของก้อนหิน เกิดหน้าผา ถ้ำ ลานหิน และกลุ่มหินรูปทรงต่าง ๆ กระจายอยู่โดยทั่ว สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้บนภูเดียวกัน สถานที่น่าสนใจของภูสิงห์ ได้แก่ หินสามวาฬ หินทรายขนาดใหญ่ ติดหน้าผาสูง แยกเป็นสามก้อน มองไกล ๆ หรือมองจากภาพถ่ายทางอากาศ มีรูปร่างคล้ายวาฬพ่อแม่ลูก จึงเรียกว่า “หินสามวาฬ” เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดดเด่น อยู่ด้านทิศตะวันออกของภูสิงห์ สามารถยืนชมทัศนียภาพของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขง และภูเขาเมืองปากกระดิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า บริเวณทางขึ้นภูสิงห์มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและห้องน้ำ แต่ไม่มีบ้านพักและร้านค้าให้บริการ สอบถามข้อมูล ศูนย์บริการข้อมูล ฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดงดิบกะลาฯ โทร. 08 8536 2717 และ 08 8563 8852

ภูทอก

ภูทอก ภาษาอีสานแปลว่าภูเขาที่โดดเดี่ยว ตั้งอยู่ที่บ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง เป็นภูเขาหินทรายมองเห็นได้แต่ไกล ประกอบด้วยภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย บริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ พระปฏิบัติกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ได้เข้ามาจัดตั้งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่อันเงียบสงบ

ภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก โดยต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด สะพานไม้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพระ สามเณร และชาวบ้าน เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2512 ใช้เวลานานถึง 5 ปี บันไดที่ขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้ เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้หลุดพ้นด้วยความเพียรพยายามและมุ่งมั่น ภูทอกยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน บันไดทางขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น ดังนี้ ชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานไม้เวียนรอบเขา สภาพเป็นป่า มีโขดหิน ลานหิน ชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 แต่เป็นทางชันมาก ต้องผ่านอุโมงค์มืด ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ชั้นที่ 4 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” บนชั้นที่ 4 นี้ เป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางเดินประมาณ 400 เมตร มีที่พักระหว่างทางเป็นระยะ ๆ ชั้นที่ 5 หรือชั้นกลาง เป็นชั้นที่สำคัญที่สุด เพราะมีศาลาพระพุทธรูปให้สักการะ มีกุฏิที่อาศัยของพระสงฆ์ แทรกตามช่องหินที่เป็นทางเดิน และมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ บนชั้นนี้มีสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะแปลกคือ เป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่อย่างได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา ชั้นที่ 6 ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ตลอดทางเดินจะเป็นหน้าผายื่นออกมา ทำให้ในบางครั้งเวลาเดินต้องเบี่ยงตัวออกมาเล็กน้อย โดยแต่ละจุดมีชื่อของหน้าผาที่แตกต่างกัน เช่น ผาเทพนิมิต ผาหัวช้าง และผาเทพสถิต ในช่วงฤดูหนาวจะมีทะเลหมอกลอยอยู่รอบ ๆ ยอดภู จากชั้นที่ 6 สู่ชั้นที่ 7 เป็นสะพานไม้เวียนรอบเขายาว 400 เมตร เกาะติดอยู่ริมหน้าผาสูงชัน ดูน่าหวาดเสียวอันตราย สิ่งศักดิ์สิทธิ์และจุดน่าชมของชั้นนี้คือปากทางเข้าเมืองพญานาค ซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตคือ มีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัสกับหินและมีบ่อน้ำเล็ก ๆ มีน้ำขังตลอดปีอยู่ในบริเวณเดียวกัน ชั้นที่ 7 มีบันไดไม้พาดขึ้นไป และจะเจอทางแยกสองทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้า ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะเกี่ยวกิ่งไม้และรากไม้ เดินค่อนข้างลำบาก ควรใช้อีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางอ้อม โดยเดินเวียนไปทางขวามือ แต่ก็จะมาบรรจบกันที่ด้านบนชั้น 7 หรือดาดฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าโปร่ง มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่

ถ้ำนาคา

   ถ้ำนาคา เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่เกิดจากการที่พื้นผิวของหินเกิดการกัดกร่อนไปตามปรากฎการณ์ซันแครก (sun crack) ทำให้มีลวดลายคล้ายเกล็ดปลาหรือเกล็ดงู ประกอบกับการโค้งตัวของหินทำให้รูปร่างโดยรวมคล้ายกับการขดตัวของงูใหญ่หรือพญานาค ตามตำนานความเชื่อเรื่องเจ้าปู่อือลือที่ถูกสาปให้เป็นพญานาคและถูกจองจำ จะพ้นคำสาปและทำให้พื้นที่นั้นได้เป็นที่รู้จักและเจริญรุ่งเรือง ก็ต่อเมื่อครบ
10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับการครบรอบการก่อตั้งจังหวัดบึงกาฬ 10 ปี ในปีพ.ศ. 2563 ทำให้มีผู้ได้มาพบเห็นถ้ำแห่งนี้ และเกิดการกระจายข่าวไปตามความเชื่อส่วนบุคคลจนเป็นที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน
                ตั้งอยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติชั่วคราว (น้ำตกตาดวิมานทิพย์) บ้านตาดวิมานทิพย์ ตำบล
โพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม
พ.ศ. 2563 เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมาก เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันที่มีฝนตกหนัก สามารถขึ้นชมได้ทุกฤดูกาล โดยในแต่ละฤดูกาลจะให้ภาพและบรรยากาศแตกต่างกันไป ในฤดูฝนจะเกิดมอส เฟิน และพืชพันธุ์ต่าง ๆ เกาะตามผิวหินทำให้ดูมีชีวิตชีวา ในฤดูร้อนจะเห็นผิวหินชัดเจน และระหว่างทางจะเต็มไปด้วยบรรดาพืชพันธุ์ดอกไม้ ทั้งไม้พุ่มและไม้ยืนต้นที่กำลังออกดอก เช่น ข่อยหิน เต็ง รัง คำมอกหลวง ม้าวิ่ง อะราง ตะแบกเกรียบ เป็นต้น
             ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงถ้ำนาคาประมาณ 1,400 เมตร ทางเดินเป็นทางเดินธรรมชาติ ประกอบด้วย บันไดเป็นช่วง ๆ สลับกับพื้นดิน และมีบางจุดจะต้องดึงเชือกเพื่อช่วยพยุงตัวทั้งตอนขึ้นและลง นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ เจดีย์หลวงปู่เสาร์ เจดีย์หลวงปู่วัง ถ้ำหลวงปู่วัง และหัวนาคาที่ 1 เป็นต้น ใช้เวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 4-5 ชั่วโมงเหมาะแก่ผู้ที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ตั้งครรภ์ และไม่มีโรคประจำตัว 

ศาลเจ้าแม่สองนาง

เจ้าแม่สองนาง เป็นความเชื่อของชาวบึงกาฬว่า เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยปกปักรักษาแหล่งน้ำบึงกาฬ รวมทั้งผู้คนทั้งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบึงกาฬและผู้ที่มาสักการะขอพร ซึ่งวิถีชีวิตของชาวบึงกาฬ ได้ผูกพันกับแหล่งน้ำบึงกาฬ และแม่น้ำโขง รวมทั้งวิถีชีวิตของการทำเกษตรกรรม ที่เกี่ยวพันกับการขอพรเจ้าแม่สองนาง ในการทำไร่นา เก็บเกี่ยว การเป็นที่พึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพ ลูกหลาน ที่มีภัยอันตรายที่ ไม่อาจดูแลหรือรักษาได้ เจ้าแม่สองนางจะเป็นทางเลือกที่ชุมชนในจังหวัดบึงกาฬ ที่จะไปขอพรและบนบานศาลกล่าวให้ดูแลรักษา หรือขอพรในสิ่งที่ตัวเองปรารถนาให้ได้รับความสำเร็จ

ประวัติความเป็นมาของเจ้าแม่สองนาง ตามคำบอกเล่าของ อดีตกำนันตำบลบึงกาฬ

เจ้าแม่สองนางมีความเกี่ยวกันกับเจ้าปู่ผ้าขาวกุดทิง ซึ่งได้เล่าขานกันมาประมาณ ร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยคุณตาเครื่อง ผิวเฟื่อง ชาวบ้านบึงกาฬเหนือ ได้เล่าเมื่อปี 2532 ขณะมีอายุ 94 ปี เศษ ว่าในช่วงที่เกิดศึกฮ่อ ที่จีนฮ่อได้เดินทางเข้ามารุกรานพื้นที่ในเขตแดนของไทย กลุ่มชนหนึ่งได้อพยพหนีสงครามลงมาตามลำแม่น้ำโขง โดยได้เดินทางมาตั้งรกราก บริเวณแหล่งน้ำบึงกาฬ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีต้นตระกูลหลักจำนวน 3 คน คือ ขุนหาร ญาพ่อพรม และ ญาพ่อโพธิ์ โดยแต่ละคนมีเครือญาติตามมาด้วยจำนวนหนึ่งโดยได้ตั้งรกรากใกล้แหล่งน้ำบึงกาฬ เป็นคุ้ม ๆ เรียกตามทิศว่า คุ้มเหนือ คุ้มกลาง และคุ้มใต้ และมีชาวบ้านได้อพยพติดตามมาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งในภายหลัง บางส่วนติดตามมาจากเขตพื้นที่จังหวัดหนองคายบางส่วน ซึ่งในกลุ่มผู้อพยพกลุ่มหลัง มีพ่อเฒ่าพรม คนหนึ่งเป็นผู้มีวิชาอาคม รักษาคนเจ็บป่วยด้วยวิชาอาคมได้ โดยพ่อเฒ่าพรม มีลูกสาว สองคน คือ นางสาวเภา และนางสาวเหลา โดยในช่วงการเดินทางอพยพมาตามลำแม่น้ำโขงนั้น ภรรยาของพ่อเฒ่าพรมได้เกิดอาการเจ็บป่วยเนื่องจากชราภาพ และได้ถึงแก่กรรมในขณะที่เดินทาง เป็นเหตุให้พ่อเฒ่าพรมได้ออกบำเพ็ญตนเป็นชีผ้าขาว(ชีปะขาว) เมื่อได้เดินทางมาถึงบึงกาฬ ได้ตั้งรกรากอยู่บริเวณคุ้มกลาง อาชีพของประชาชนส่วนใหญ่ทำการเกษตร และอาชีพประมงตามลำแม่น้ำโขง รวมทั้งแหล่งน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะกุดทิงซึ่งเดิมมีป่ารกทึบอยู่โดยรอบ ชาวบ้านได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า บาดเจ็บล้มตาย จึงเชื่อว่ากุดทิงมีภูตผีปีศาจจึงได้เชิญพ่อเฒ่าพรมไปอยู่ที่บริเวณดอนหอ ใกล้กุดทิงเพื่อปราบภูตผีปีศาจเหล่านั้นให้ ในเวลาต่อมา พ่อเฒ่าพรมได้เสียชีวิตจากความชราภาพ ชาวบ้านได้พากันสร้างศาลให้เป็นที่อาศัยของดวงวิญญาณของชีผ้าขาวพรม

ในส่วนลูกสาวของชีผ้าขาวพรม คือนางสาวเภาและนางสาวเหลา หลังจากได้ดำเนินชีวิตมาตามปรกติจนถึงอายุสังขารชราภาพ ได้เสียชีวิตลง ชาวบ้านได้พร้อมใจกันสร้างศาลให้เป็นที่อยู่ของวิญญาณของทั้งสองคน จึงได้ชื่อว่าศาลสองนางมาจนกระทั่งปัจจุบัน ด้วยอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีผู้คนมาเคารพสักการะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากหลายเหตุหลายประการ ตลอดจนได้มาเข้าฝัน มานิมิตบอกกล่าวตักเตือนเภทภัยต่าง ๆ ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันจัดพิธีบวงสรวงสักการะประจำปีขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

แนวปฏิบัติการบวงสรวงสักการะเจ้าแม่สองนาง มีความเชื่อที่ชุมชนที่เข้าไปสักการะ ตั้งแต่อดีตจะมีจ้ำ หรือคนที่สามารถสื่อสารกับเจ้าแม่สองนางได้ (คล้าย ๆ คนทรงในภาคกลาง) เป็นผู้คอยบอกในการกระทำพิธีเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง โดยจะเป็นผู้กำหนด วันเลี้ยงลง และวันเลี้ยงขึ้น

วันเลี้ยงลง หมายถึง วันที่จะบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง ก่อนที่จะลงมือทำนา ในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนหก ตามปฏิทินจันทรคติ เพื่อที่จะให้ชาวบ้านที่จะลงทำนา ได้มาบนบานศาลกล่าว ให้เจ้าแม่สองนางทราบว่าจะทำนาแล้ว ให้ดูแลเรื่องน้ำ ฟ้าฝน และสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่จะทำให้ผลผลิตเสียหาย จากนั้นค่อยลงมือทำนา

วันเลี้ยงขึ้น หมายถึง วันที่มีการบวงสรวงสักการะเจ้าแม่สองนาง หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จแล้ว ก็จะถือโอกาสมาขอบคุณเจ้าแม่สองนาง ที่ช่วยดูแลรักษาและดูแลผลผลิตจนกระทั่งเก็บเกี่ยว

การกำหนดวันจะเป็นข้างขึ้นในช่วงเดือนหกวันพุธเลี้ยงญาพ่อผ้าขาว และวันพฤหัสบดีเลี้ยงเจ้าแม่สองนาง ในปัจจุบัน นอกจากการเลี้ยงลงและเลี้ยงขึ้น เจ้าแม่สองนาง ตามที่ผู้ดูแลศาลเป็นผู้กำหนดแล้ว ยังมีการบวงสรวงสักการะประจำปี เพื่อให้ผู้ที่เคารพนับถือเจ้าแม่สองนางทุกสาขาอาชีพ ได้ร่วมสักการะประมาณวันเสาร์ที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 มาจนกระทั่งปัจจุบัน สาเหตุที่เลือกช่วงนี้เนื่องจากเห็นว่า เป็นช่วงหลังจากออกพรรษา หมดหน้ากฐินแล้ว ชาวบ้านและชุมชนได้ว่างจากการจัดงานประเพณีอื่น ๆ สามารถมาร่วมจัดกิจกรรมได้อย่างเต็มที่

ความเชื่อศรัทธาที่มีต่อเจ้าแม่สองนางในอดีตทำให้การรุกล้ำที่สาธารณะคูคลองอย่างเช่นปัจจุบัน ไม่เกิดขึ้น ถือว่าได้ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของจังหวัดบึงกาฬ ทำให้ประชาชนมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์และทำให้ประชาชนที่นับถือเจ้าแม่สองนาง เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ที่ปฏิบัติตน ให้อยู่ในขอบเขตหรือกรอบของกฎหมาย เพราะความเชื่อถือศรัทธาต่อเจ้าแม่สองนาง ที่จะไม่ประพฤติหรือปฏิบัติสิ่งใดก็ตามที่เป็นข้อห้ามของชุมชนหรือครอบครัว มิฉะนั้นอาจเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ ต่อตนเองหรือครอบครัว ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า เจ้าแม่สองนางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ประชาชน อยู่ในกรอบของประเพณี จารีตของชุมชนได้เป็นอย่างดี

 

หลวงพ่อพระใหญ่ วัดโพธาราม (วัดท่าไคร้)

ประวัติหลวงพ่อพระใหญ่

วัดโพธาราม บ้านท่าใคร้ หมู่ที่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคายหลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูนองค์หลวงพ่อมีขนาดดังนี้
- หน้าตักกว้าง 2 เมตร
- จากฐานถึงยอดพระเกศสูง 2.10 เมตร
- จากพระฌาน ุ(เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร
พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537 นี้
ตาม ตำนานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายรุ่น หลายสมัยเล่าสืบต่อกันมาประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว จนถึงยุคสมัยหลังๆ ซึ่งแต่ก่อนคนเหล่านี้ส่วนมากได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองยศ (บริเวณจังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) มาตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำโขงและร่นขึ้นมาทางเขตชัยบุรี (ปัจจุบัน คืออำเภอบึงกาฬ) การตั้งถิ่นฐานอยู่นั้นก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย คือที่ใดไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ต้องประสบกับภัย และมีการระบาดของโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา โรคไข้ฝีดาด ถูกรบกวนจากสัตว์ร้ายหรือภูตผีปีศาจต่างๆ ก็พากันหลบหนีภัยย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสมต่อไป ชนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสม จนถึงบ้านท่าใคร้ในปัจจุบัน เมื่อเห็นเป็นที่เหมาะสมดีก็ตกลงใจกันตั้งหลักฐานที่จะหากินในบริเวณนี้จาก นั้นต่างก็จับจองพื้นที่หากินแล้วเริ่มขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่รกทึบที่สุดเป็นป่าดงดิบ มีไม้นานาพันธุ์ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้สัก ไม้ไผ่ป่า ขี้นอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นป่ารกทึบมากชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ จึงได้ร่วมกันในการถากถางเพื่อจะได้มีพื้นที่มากขึ้น หลังจากที่ได้ทำการถากถางอยู่เป็นเวลาหลายวันก็พบพุ่มไม้ที่สูงและหนากว่า ที่อื่นๆ เมื่อถางป่าดังกล่าวออกก็พบพระพุทธรูปเดิมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์พันรอบองค์ อยู่ จึงได้นำเถาวัลย์ออก แล้วปัดกวาดบริเวณรอบๆ ก็พบว่าพระเกตุมาลาของหลวงพ่อหักเพราะถูกช้างป่ากระชากเถาวัลย์ลงมาเพื่อหา กินตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเห็นเป็นรูปร่างของสถานที่บำเพ็ญบุญ หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา อีกทั้งยังพบซากเครื่องปั้นดินเผา โอ่งโบราณ รวมทั้งเครื่องใช้อีกหลายอย่าง องค์พระ พุทธรูปนั้นตั้งแต่ได้พบมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเคลื่อนย้ายหรือ ต่อเติมแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อพระเกตุที่หักให้คงสภาพเดิม มีเพียงแท่นที่ประดิษฐานเท่านั้นที่สร้างโอบแท่นเดิม เพื่อให้มีความมั่นคงขึ้นยิ่งกว่าเดิม และมีผู้ที่มาขอพรจากหลวงพ่อเมื่อได้สมความปรารถนาแล้วก็ได้นำสีทองมาทา สมโภชหลวงพ่อ จึงทำให้องค์หลวงพ่อเหลืองอร่ามเป็นสีทองทั้งองค์

ปฏิหารย์ของหลวงพ่อ

1. เมื่อครั้ง สงครามอินโดจีน ปรากฏว่ามีแสงสว่างจ้ากว่าแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ลอยจากโบสถ์วัดบ้านท่าไคร้ ข้ามไปยังปากบึง ฝั่งลาว แล้วข้ามกลับมาที่เดิมแล้วดับลงที่โบสถ์
2. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 ได้ รื้อซากโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่ ช่างและคนงานล้วนเป็นคนญวนพากันขุดเพื่อลงรากเสาเข็ม พอขุดลงไปพบพระพุทธรูปองค์เล็กจำนวนมากหลายพันองค์ พวกคนงานเหล่านั้นเห็นว่าเป็นของเก่าก็พากันเอาไป โดยมิได้บอกใครหลังจากนำเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นไปยังไม่ทันข้ามคืนเกิดเป็น บ้าบ้างเกิดท้องร่วงอย่างรุนแรงบ้าง เป็นไข้อย่างฉับพลันบ้าง จนต้องนำเอาพระพุทธรูปกลับคืนมาไว้ที่เดิมในตอนกลางคืน และอาการที่ป่วยต่าง ๆ หายไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
3. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 – 2497 เด็ก หญิงชาวบ้านท่าไคร้ไปอยู่กับญาติที่ชลบุรีได้ขี่จักรยานไปซื้อของ ถูกรถสิบล้อชนจนจักรยานหักป่นปี้ ส่วนเด็กหญิงคนนั้นตกกระเด็นไปตกฟากถนนอีกฝั่งหนึ่งลุกขึ้นได้ปัดฝุ่นแล้วก็ เดินได้สบายไม่มีบาดเจ็บแม้แต่น้อยรถ แต่สิบล้อคันที่ชนกลับมีไฟลุกใหม้ท่วมเสียหายทั้งคันที่หนูน้อยคนนี้รอด ตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะมีรูปถ่ายของหลวงพ่ออัดกรอบพลาสสติกห้อยคอ
4. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 เด็กสาวบ้านท่าไคร้กับน้องสาวไปธุระที่บ้านดงหมากยางขากลับจวนค่ำถูกคนร้าย จี้เอาสร้อยคอมทองคำหนัก 3 บาทไป จึงต้องครึ่งวิ่งครึ่งเดินกลับบ้านบอกเล่าเหตุการให้พ่อ – แม่ฟังแล้วรีบไปบอกหลวงพ่อขอให้ติดตามเอาสร้อยกลับคืนมา เวลาล่วงมา 3 วัน คนในบ้านหลังนั้นแทบจะไม่เชื่อสายตา เพราะสร้อยคอเส้นที่ถูกจี้เอาไปทิ้งอยู่ระเบียงหน้าบ้าน โดยสร้อยอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
5. เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2512 – 2513 ก่อนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน ก็มีแสงสว่างออกมาจากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์แล้วข้ามไปบ้านปากบึงประเทศลาวอีก แสงสว่างเช่นนี้จะปรากฏในวันพระ 2 – 3 เดือนต่อครั้ง และมักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง
6. ร.อคำ ม้าว จันทวงศ์ เป็นคนบ้านปากบึงฝั่งประเทศลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านท่าไคร้ ก่อนที่จะไปราชการสงครามก็ได้มาบนหลวงพ่อไว้ทุกครั้ง ซึ่ง ร.อคำม้าวได้เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาทุกครั้ง เขาจึงศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อและได้บริจาคเงินจำนวน 2 หมื่นบาทสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน
7. เมื่อปีพ.ศ. 2528 ผู้ เขียนประสบด้วยตนเอง ชาวบ้านประชุมตกลงกันเอาช่างมาถ่ายรูปหลวงพ่อเพื่ออัดกรอบพลาสติกเพื่อให้ ผู้ศรัทธาบูชาไปสักการะประจำตัว ก่อนช่างถ่ายภาพจะได้ตกแต่งขันธ์ข้าวดอกไม้เพื่อสักการะและขอขมาแล้วจึงลง มือ ช่างภาพถ่ายรูปหลวงพ่อประมาณ 10 กว่ารูป เมื่อนำเอาไปล้างแล้วไม่มีรูปหลวงพ่อติดเลยแม้แต่น้อย ฟิล์มมืดดำไปชัตเตอร์ไม่ลั่นกดก็ไม่ลงเหมือนมีอะไรมาขัดไว้
8. มีผู้ถือเหรียญหลวงพ่อพระใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบอุบัติเหตุ แต่ก็ปลอดภัยทุกคน

สิ่งปลูกสร้างภายในวัด

วัดโพธาราม บ้านท่าไคร้ เป็นวันที่เก่าแก่ที่สุดในเขตอำเภอบึงกาฬและมีงานเทศกาลประจำทุกปี ซึ่งประชาชนต่างก็ให้ความสนใจเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และวัดโพธารามบ้านท่าไคร้ยังเป็นวัดราษฎร์ซึ่งเป็นวัดประเภทที่ 1 คือ มี น.ส.3 มีทะเบียนวัดถูกต้องตามระเบียบของทางคณะสงฆ์ แต่ก็พึ่งจะไดรับการพัฒนามาเมื่อประมาณ 20 ปีกว่า มีสิ่งปลูกสร้างตามศรัทธา คือ
1. อุโบสถ หลังปัจจุบัน ที่หลวงพ่อใหญ่ประดิษฐานอยู่ สร้างเมื่อปีพ.ศ 2513 กว้าง 8 เมตรยาว 15 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน เงินค่าก่อสร้างประมาณ 150,000 บาท สร้าง 5 ปี จึงแล้วเสร็จ
2. ศาลาการเปรียญ 1 หลัง 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ กว้าง 15 เมตร ยาว 18 เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 350,000 บาท
3. กุฏิ 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำ เป็นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 200,000 บาท
4. กุฎิชั้นเดียวพื้นสูง 1 เมตร 1 ห้อง สินเงินค่าก่อสร้างประมาณ 800,000 บาท
5. โรงครัวหนึ่งหลังชั้นเดียว 2 ห้อง พื้นคอนกรีต สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 30,000 บาท
6 . แท้งน้ำฝนแบบ ฝ.33 ของกรมอนามัย 6 แท้งค์
7. บ่อน้ำตื้น 1 บ่อ ลงท่อคอนกรีตเสริมเหล็กประมาณ 6 เมตร
8. กำแพงวัด 3 ด้าน ก่อด้วยอิฐบล็อกสิ้นเงินค่าก่อสร้าประมาณ 200,000 บาท

เนื้อที่ของวัดทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ เศษ เป็นพื้นที่ราบ 3 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม ทางวัดมีโครงการถมที่ให้เสมอกันงานประจำปีของวัด เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือบุญมหาชาติจะจัดให้มีใน 4 เดือนข้างขึ้นของทุกปี นอกจากนี้แล้วในวันพระ 8 ค่ำ และ 14 – 15 ค่ำ ชาวบ้านท่าไคร้จะพร้อมกันลงรวมกันที่วัด เพื่อไหว้พระฟังเทศน์ เวียนเทียน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ดีงามอีกอันหนึ่ง

งานประจำปีที่ทำเพื่อสักการะแด่หลวงพ่อพระใหญ่

ประชาชนในสมัย ก่อนก็ได้มาขอพรจาก หลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันดังนั้นจึงจัดให้มีการน้อมถึง พระคุณที่หลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา และจัดงานสมโภชปีละ 2 ครั้ง ซึ่งปฎิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจนถึงปัจจุบันคือ

ครั้งที่ 1 วันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลัง เป็นการสักการะแด่หลวงพ่อ
ครั้งที่ 2 ทำ ในเทศกาลวันสงกรานต์ ของทุกปีมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี มีพุทธบริษัทมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั่วทุกสารทิศพิธีสรงน้ำพระใหญ่มักจะจัด หลังวันมหาสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะจัดงานตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์




LINE OA QR Code
NACC
PACC
โบว์ไว้อาลัย